การชักนำให้ไข่ตกในหญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก
การชักนำให้ไข่ตก (Ovulation induction) เป็นการใช้ยากระตุ้นการเจริญเติบโตของฟองไข่ (Follicle) จนถึงระยะที่เหมาะสมจนกระทั่งมีการตกไข่ (ovulation) หรือใช้ฮอร์โมนเพื่อชักนำให้เกิดการตกไข่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ตัวอสุจิที่ผ่านโพรงมดลูกเข้าไปยังท่อนำไข่จนพบกับ ไข่ที่ตกมาจากรังไข่และเกิดการปฏิสนธิต่อไป
จุดมุ่งหมายต้องการให้มีไข่ตกเหมือนรอบธรรมชาติแต่มีความแน่นอน มากขึ้น เนื่องจากตามรอบธรรมชาติแม้จะมีประจำเดือนอย่างสม่ำเสมอแต่พบว่ามีการตกไข่ เพียงแต่ร้อยละ 80 เท่านั้น หมายความว่าในการมีประจำเดือนประมาณ 12-13 ครั้งในหนึ่งปีจะพบว่ามีไข่ตกเพียง 9-10 รอบเท่านั้นและจะน้อยกว่านี้ถ้าหญิงนั้นมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ แต่การใช้ยาจากภายนอกกระตุ้นนั้นจะพบไข่ตกได้ถึงร้อยละ 80-90 ดังนั้นการรักษานี้จึงเหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาไข่ไม่ตก หรือในกรณีที่ไม่พบปัญหาชัดเจน
ขั้นตอนการรักษา
ขั้นตอนประกอบด้วยการเริ่มใช้ยากระตุ้นรังไข่ในช่วงต้นของรอบเดือน การติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่ การชักนำให้ไข่ตกด้วยยาฮอร์โมนหรือตรวจหาวันไข่ตกด้วยแถบตรวจฮอร์โมนจาก ปัสสาวะ และการกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์หรือฉีดเชื้อผสมเทียม การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่สามารถใช้เพียงการรับประทานยาและกำหนดวันมีเพศ สัมพันธ์ได้เลย แต่ต้องประกอบด้วยส่วนที่สำคัญมากคือการติดตามและประเมินการเติบโตของฟองไข่ หรือการตรวจด้วยวิธีต่างๆเพื่อหาวันไข่ตกซึ่งแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อให้การกำหนดวันไข่ตกมีความแม่นยำมากที่สุด
การใช้ยา
ยาที่ใช้มีทั้งยารับประทานและยาฉีด ยารับประทานแพทย์มักให้เริ่มทานในช่วงวันที่ 3-5 ของการมีประจำเดือนวันละ 1-3 เม็ดเป็นระยะเวลา 5 วัน ส่วนยาฉีดมักใช้ร่วมกับยารับประทาน หรืออาจใช้ยาฉีดอย่างเดียวก็ได้ในบางกรณี แต่ขนาดยาและวันที่ฉีดมีความแตกต่างได้มากตามการปรับยาของแพทย์เพื่อให้ เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน ยาเหล่านี้เป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ จึงไม่แนะนำให้ไปซื้อยาใช้เองเนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้
การประเมินวันไข่ตก
แพทย์มักใช้การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่ เป็นระยะตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจ 1-2 ครั้งในรอบเดือนนั้นๆ โดยทั่วไปในรอบธรรมชาติที่ไม่ได้ใช้ยากระตุ้น เมื่อฟองไข่โตจนกระทั่งเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 มิลลิเมตขึ้นไปก็จะเกิดการตกไข่ แต่รอบที่ได้รับยากระตุ้นขนาดของฟองไข่ก่อนการตกไข่มักจะโตกว่านั้นเล็กน้อย ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะใช้ความเชี่ยวชาญประเมินวันไข่ตกจากข้อมูลการตรวจอัลตรา ซาวด์แต่ละครั้ง
นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาวันไข่ตกด้วยการตรวจระดับ ฮอร์โมน LH ในปัสสาวะ ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์จะผลิตฮอร์โมน LH ขึ้นมาจนถึงระดับสูงสุดประมาณ 1 วันก่อนการตกไข่ แต่มักจะไม่มีความแน่นอนว่าต้องเป็นวันที่เท่าไรในรอบเดือนนั้น ดังนั้นหลักการปฏิบัติในวิธีนี้จึงต้องคาดการณ์วันไข่ตกก่อนแล้วใช้การตรวจ ทั้งก่อนและหลังวันไข่ตกที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี และการตรวจวิธีนี้มีความแม่นยำร้อยละ 80-90
ส่วนการตรวจอุณหภูมิกาย ช่วงตื่นนอนตอนเช้าได้เสื่อมความนิยมในการใช้ตรวจหาวันไข่ตกไปมากแล้ว เนื่องจากความแม่นยำต่ำ มีความยุ่งยากในการจดบันทึก และมีวิธีที่ง่ายกว่าคือการตรวจระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะมาทดแทนซึ่งราคาถูกลงมากในปัจจุบัน จึงขอเว้นไม่อธิบายรายละเอียดในที่นี้
การกำหนดวันไข่ตกอีกวิธีหนึ่ง คือการฉีดยากระตุ้นการตกไข่ แพทย์จะวัดขนาดฟองไข่จากการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดก่อน เมื่อได้ขนาดที่เหมาะสมแล้วแพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่เข้ากล้าม และหลังจากนั้นอีกประมาณ 34-46 ชั่วโมงจะเกิดการตกไข่ ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ฉีดเชื้อผสมเทียมหรือมีเพศสัมพันธ์หลังการฉีดยา กระตุ้นการตกไข่ประมาณ 36 ชั่วโมง
ระหว่างการตรวจระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะกับการฉีดยากระตุ้นการตกไข่อาจมีผู้สงสัยว่าวิธีใดดีกว่ากัน ได้มีการวิจัยเปรียบเทียบแล้วพบว่ามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปตามปัญหาพื้น ฐานของผู้ป่วยแต่ละคน รวมทั้งเทคนิคในการกระตุ้นไข่แต่ละแบบ ดังนั้นแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
โอกาสประสบความสำเร็จ
จากบทความก่อนหน้านี้เคยอธิบายโอกาสการตั้งครรภ์ในคู่สมรสปกติประมาณร้อยละ 30 ในเดือนแรกไปแล้ว ดังนั้นโอกาสการตั้งครรภ์ในคู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยากที่ใช้การรักษาวิธี นี้ก็ไม่สามารถจะมากกว่าร้อยละ 30 ไปได้ โดยเฉลี่ยโอกาสการตั้งครรภ์จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10-20 ต่อรอบเดือน ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้ทำการชักนำให้ไข่ตกซ้ำประมาณ 3-6 รอบเดือนก่อนจะเปลี่ยนไปรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไป
ภาวะแทรกซ้อน
จุดมุ่งหมายของการชักนำให้ไข่ตกนั้นต้องการให้มีไข่ตกเพียง 1 ใบเท่านั้น แต่การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เท่ากัน ทำให้บางรายมีไข่ตกมากกว่า 1 ใบต่อรอบ จึงพบโอกาสการตั้งครรภ์แฝดจากการรักษาด้วยวิธีนี้ประมาณร้อยละ 5-8 ซึ่งมากกว่าตามธรรมชาติ การตั้งครรภ์แฝดนี้ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการรักษานี้ เนื่องจากเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อทั้งมารดาและทารก แต่ในประเทศไทยคู่สมรสทีมีปัญหามีบุตรยากส่วนใหญ่ยินดีที่จะมีลูกแฝด และมีความเชื่อมั่นในการดูแลของสูติแพทย์สูงมาก จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการรักษาผู้มีบุตรยากนั้น?จงใจ?ให้เกิดครรภ์ แฝดได้ อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้ทำการรักษานั้นจะแจ้งเตือนผู้ป่วยก่อนเสมอโดยเฉพาะ อย่างยิ่งถ้ารอบใดคาดว่าจะมีไข่ตกมากกว่า 1 ใบ เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการรักษาในรอบนั้นๆ
สุดท้ายในวันไข่ตกต้องมี ตัวอสุจิว่ายเข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงท่อนำไข่เพื่อเจาะเข้าไปในไข่ให้เกิดการ ปฏิสนธิตามมา โดยอาจมีเพศสัมพันธ์ตามปกติหรือใช้การฉีดเชื้อผสมเทียมก็ได้ พิจารณาตามความเหมาะสมของปัญหาในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งจะได้อธิบายรายละเอียดในตอนต่อไป








